กรณีศึกษา
แพทย์ชายอายุ 28 ปี เพิ่งเรียนจบแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ได้ไปสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งแพทย์เฉพาะทางแบบเต็มเวลากับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อตกลงการปฏิบัติงานและได้รับการว่าจ้างแล้ว แพทย์รายนี้ได้ตรวจผู้ป่วยตรงตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมทางการแพทย์ ให้เวลากับการอธิบายและพูดคุยกับผู้ป่วยอย่างละเอียด สั่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างระมัดระวังตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์. หลังจากทำงานครบ 2 เดือน ได้รับคำเตือนจากผู้บริหารโรงพยาบาลว่าในแต่ละเดือนให้สั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ เพิ่มขึ้นจนถึงเป้าของโรงพยาบาล และให้ทำการส่งปรึกษาต่อยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นๆ หลายสาขา ถึงแม้จะไม่ใช่โรคซับซ้อน เพื่อให้แพทย์คนอื่นได้รับค่าตรวจรักษาร่วมด้วย มิเช่นนั้นอาจจะไม่ได้รับการจ้างงานต่อ แพทย์หนุ่มรายนี้รู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจมากกับการทำเวชปฏิบัติตามใบสั่งดังกล่าว แต่ยังมีความจำเป็นต้องทำงานที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ต่อไป.

ประเด็นคำถาม
1. แพทย์รายนี้สมควรปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะถูกต้องเหมาะสมตามจริยธรรมวิชาชีพและยังคงสามารถปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ได้
ในปัจจุบันระบบธุรกิจเข้ามาแทรกอยู่ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมอย่างรุนแรง ดังที่ชาวบ้านเรียกกันว่า การแพทย์พาณิชย์ ซึ่งเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวาง ทั้งๆ ที่ดูจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรม แห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2526 ในหมวด 3 ข้อ 6 ค่อนข้างชัดเจนที่ว่า

“ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่ประกอบวิชาชีพโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความสิ้นเปลืองของผู้ป่วย”

แต่โดยข้อเท็จจริงที่ปรากฏ แพทยสภาวินิจฉัยเรื่องแพทย์ประพฤติผิดในข้อนี้น้อยมากเพราะการตรวจสอบกระทำได้ยาก และไม่มีผู้ป่วยหรือญาติร้องเรียนในเรื่องนี้ เหตุผลคงเป็นเพราะผู้ป่วยหรือญาติ ไม่ทราบนั่นเอง. 

แพทย์ท่านใดที่จำต้องปฏิบัติเช่นนี้เพราะนโยบายของโรงพยาบาลเอกชน หากกระทำด้วยการฝืนความรู้สึกในจรรยาแพทย์ ควรหาทางย้ายไปทำงานที่อื่นเพราะหากกระทำไปโดยรู้สึกละอายและเกรงกลัวต่อบาป (หิริ โอตตัปปะ) ย่อมจะไม่มีความสุขในการทำงาน. 

ดังที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยกล่าวว่า “การทำงาน คือการปฏิบัติธรรม” หากยังฝืนทำต่อไปก็จะเกิดความชินชาต่อความประพฤติเช่นนั้น และอาจจะทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าได้รับการยุยงส่งเสริมด้วยการเพิ่มรายได้ขึ้น (ดังเช่นบางโรงพยาบาลได้ตั้งโบนัสพิเศษเพิ่มประเภท progressive incentive rate คือถ้าแพทย์สามารถทำเงินจากผู้ป่วยได้มากถึงจำนวนที่กำหนดเป็นขั้นๆ แพทย์ก็จะได้รับโบนัสเพิ่มทวีเป็นขั้นๆ ตามไป) ก็จะเป็นสิ่งเย้ายวนให้แพทย์ประพฤติมากขึ้นไปอีก กิเลสก็จะงอกงามพอกพูนจนเกินกว่าจะกลับตัวได้ในภายหลัง.

หากแพทย์ที่ดีทุกๆ ท่านไม่ยอมไปทำเวช-ปฏิบัติในโรงพยาบาลประเภทนี้ โรงพยาบาลก็ย่อม จะหาแพทย์ดีๆ มาอยู่ได้ยาก เมื่อประชาชนทั่วไปมารับบริการก็จะรู้และเลือกได้ว่าเป็นโรงพยาบาลที่ไม่ดี โรงพยาบาลนั้นก็จะตั้งอยู่ไม่ได้ในที่สุด.

2. มีกฎหมายหรือหน่วยงานใดบ้างที่ควบคุมมาตรฐานการตรวจรักษาที่เกินจำเป็นเพื่อเหตุผลทางธุรกิจ (โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์) ของสถานพยาบาลเอกชน
หน้าที่โดยตรงเป็นของ คณะกรรมการสถานพยาบาลตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ผู้อำนวยการกองการประกอบโรคศิลปะเป็นกรรมการและเลขานุการ. 
ปัญหาที่น่าอภิปรายก็คือถ้าหากในคณะกรรมการชุดนี้มีผู้ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล (เอกชน) ร่วมอยู่ด้วย การควบคุมตรวจสอบจะสามารถกระทำได้เข้มข้นเข้มแข็งเพียงใด ?

3. หากผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชนอธิบายว่า แม้จะรู้ว่าการสั่งตรวจรักษาเกินจำเป็นอาจเป็นอันตรายแก่ผู้ป่วยได้ แต่ที่นี่ไม่ใช่โรงเรียนแพทย์และจำเป็นต้องเก็บเงินจากผู้ป่วยมาให้คุ้มค่ากับการลงทุนที่ซื้อเครื่องมือแพทย์ราคาแพงๆ ไป รวมทั้งต้องจ้างแพทย์หลายคน ซึ่งรวมถึงแพทย์รายนี้ด้วย แพทย์รายนี้ควรตอบสนองต่อคำอธิบายดังกล่าวอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด

หากผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวเป็นแพทย์แล้วยังยอมให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าว ก็ต้องถือว่าผู้บริหารผู้นั้นฝ่าฝืนข้อบังคับแพทยสภาฯ ดังคำตอบข้อแรกด้วย และแม้ว่าจะฟังดูเป็นเหตุเป็นผลที่สถานพยาบาลเอกชนต้องทำกำไร เพราะเป็นลักษณะของธุรกิจ แต่แพทย์ของสถานพยาบาลเอกชนก็ยังต้องดำรงตนอยู่ภายใต้ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมอยู่ดี.

ดังนั้นจึงเป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผลว่ากรณีเช่นนี้จะสามารถใช้เป็นข้อยกเว้นให้กับแพทย์ในสถานพยาบาลเอกชน ที่จะขอคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริหารโรงพยาบาลและประโยชน์ด้านการเงินที่จะเผื่อแผ่ถึงเพื่อนแพทย์โรงพยาบาลเอกชนเดียวกัน มากกว่าคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย.

แพทย์บางคนก็เถียงข้างๆ คูๆ ว่า การตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบหว่านแห ไม่จำเพาะเจาะจงตรวจให้หมดทุกอย่าง เหล่านี้ ล้วนเป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วย ที่จะได้คัดกรองโรคต่างๆ ได้แต่เนิ่นๆ มีอะไรจะได้รักษาแต่แรก ซึ่งดูเหมือนผู้ป่วยก็ได้ประโยชน์ แพทย์และโรงพยาบาลก็ได้ประโยชน์ เป็นลักษณะของ Win-Win Situation แพทย์ที่เถียงด้วยเหตุผลข้างต้นนี้คงต้องพิจารณาได้ว่ากำลังมุ่งแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ป่วยอยู่อย่างชัดเจน. 

การประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องไม่มีวัตถุ-ประสงค์ว่าจะหากำไรจากความเจ็บป่วยของผู้ป่วยที่เขาไว้วางใจเดินเข้ามาให้แพทย์พิจารณาตัดสินเลือกการตรวจรักษาให้ ต้องไม่ลืมว่าแพทย์ยังคงทำเวชปฏิบัติได้ต่อเมื่อประชาชนยังมีความศรัทธาและไว้วางใจในตัวแพทย์. 

หากแพทย์ถือโอกาสจากช่องว่างระหว่างความเชื่อถือศรัทธาเหล่านี้ทำกำไรเข้าตนเองไปด้วย เมื่อประชาชนทราบก็จะหมดศรัทธาและก่อให้เกิดความหวาดระแวงแพทย์โดยรวม ก่อให้เกิดความเสียหายต่อวงการวิชาชีพ ดังที่เห็นจากปรากฏการณ์ฟ้องร้องที่เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่บ่งบอกถึงความเจ็บป่วยของสังคมที่กำลังขาดศรัทธาต่อวงการแพทย์โดยรวม ความผิดหวังจากศรัทธาที่เคยมีให้แก่แพทย์กำลังแสดงออกในรูปดังกล่าว. 

การแก้ไขป้องกันจึงไม่ใช่การค้นหาทนายความหรือตัวบทกฎหมายไปต่อสู้กับประชาชนที่กำลังโกรธและเสื่อมศรัทธา แต่ต้องมองย้อนกลับมาที่วงการแพทย์เองว่า คิดเล็กคิดน้อย ค้ากำไรกับความเชื่อถือไว้วางใจของผู้ป่วยและญาติมายาวนานและมากมายเพียงใด. 

การกระทำของผู้บริหารสถานพยาบาลเอกชนในรายนี้ จึงเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง หากตั้งปณิธานที่จะละเมิดจริยธรรมทางการแพทย์ไว้โดยเน้นค้ากำไร มากกว่าระมัดระวังผลเสียที่จะเกิดกับผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการ. ส่วนแพทย์หนุ่มรายนี้จะปฏิบัติตัวอย่างไรก็แล้วแต่สถานการณ์ หากผู้บริหารโรงพยาบาลยังพอคุยกันได้ รับฟังเหตุผลกันบ้าง ก็น่าจะพูดคุยเพื่อให้ผู้บริหารได้เห็นความเสี่ยงของการบริหารโรงพยาบาล ด้วยนโยบายดังกล่าว หากท่านไม่รับฟังอะไรเลย ก็ควรเดินจากมา แล้วไปหาเวชปฏิบัติที่ไม่ผิดจริยธรรมที่สถานพยาบาลอื่นจะดีกว่า เพราะสถานพยาบาลเอกชนที่ดียังมีอีกมาก.

4. หากเกิดข้อผิดพลาดหรืออันตรายจากการทำ “เวชปฏิบัติตามใบสั่ง” ดังกล่าว การฟ้องร้องจะเกิดกับใคร มีขั้นตอนอะไรบ้าง

หากเป็นการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ผู้เสียหายจะฟ้องทั้งแพทย์ผู้กระทำผิดซึ่งอยู่ในฐานะลูกจ้างหรือตัวแทนและผู้บริหารโรงพยาบาลในฐานะนายจ้างหรือตัวการ ให้ร่วมรับผิดในค่าเสียหายที่ผู้เสียหายเรียกร้อง. 

แต่หากเป็นการฟ้องร้องคดีอาญา แพทย์ผู้กระทำต้องรับผิดแต่เพียงคนเดียว.

5. มีกฎหมายอะไรที่แพทย์ควรรู้ในการสมัครทำเวชปฏิบัติในโรงพยาบาลเอกชนบ้าง 
แพทย์ที่ทำเวชปฏิบัติในสถานพยาบาลเอกชนต้องรู้ว่าตนเองจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นกฎหมายแพ่งที่ครอบคลุมความผิดพลาดจากการรักษาพยาบาลโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ระบุให้หน่วยงานเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้น และประชาชนไม่สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ของรัฐไปประกอบเวชปฏิบัติในสถานพยาบาลเอกชนที่นอกเหนือจากการปฏิบัติราชการก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.นี้ ซึ่งหากเกิดการฟ้องร้องทางแพ่ง เจ้าหน้าที่ผู้นั้นและเจ้าของสถานพยาบาลต้องรับผิดชอบค่าเสียหายร่วมกัน. 

อนึ่งในการเซ็นสัญญาจ้างกับเจ้าของสถานพยาบาลเอกชน แพทย์ควรอ่านสัญญาจ้างให้ละเอียดว่ามีสถานภาพและนิติสัมพันธ์ต่อกันเช่นไร เป็นนายจ้างลูกจ้างกันหรือไม่ เพราะบางรายสัญญาอาจกำหนดลักษณะเป็นสัญญาเช่าสถานที่เพื่อประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งกรณีหลัง เจ้าของสถานพยาบาลจะไม่ต้องรับผิดหากเกิดกรณีฟ้องร้อง

โดยทั่วไปแพทย์เอกชนควรศึกษาให้มีความเข้าใจกฎหมายต่อไปนี้
1. พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541
2. ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2526 โดยเฉพาะหมวด 7 การปฏิบัติตนเกี่ยวกับสถานพยาบาล
3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องสัญญา ละเมิดและเอกเทศสัญญาว่าด้วยสัญญาจ้างแรงงาน
4. พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นต้น

บทความชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเสวนา Medical Law Series ในหลักสูตรแพทย์ประจำบ้าน เวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ศาสตราจารย์ แสวง บุญเฉลิมวิภาส และผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์เอนก ยมจินดา จากศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเป็นที่ปรึกษาและวิทยากรร่วมเสวนา.

สายพิณ หัตถีรัตน์ พ.บ., ว.ว (เวชปฏิบัติทั่วไป) อ.ว. (เวชศาสตร์ครอบครัว) 
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

เมื่อเวชปฏิบัติมีใบสั่ง

Leave a Reply